เริ่มจากงานของคุณ
เตรียมหัวข้อ คำถามวิจัย ข้อเสนอโครงการ หรือบทความที่ต้องการพัฒนาหนึ่งเรื่อง พร้อมเขียนสั้น ๆ ว่าตนเชี่ยวชาญอะไร สนใจอะไร เข้าถึงทรัพยากรใด และมีข้อจำกัดอะไร
โมดูล 5
เลือกเรียนต่อจากโมดูลก่อนหน้าหรือเริ่มที่โมดูลนี้ แล้วให้ AI ช่วยถาม จัดโครง และตรวจทีละขั้น โดยคุณเป็นผู้เลือกและยืนยันหลักฐาน
การเตรียมตัวก่อนเรียน
เตรียมหัวข้อ คำถามวิจัย ข้อเสนอโครงการ หรือบทความที่ต้องการพัฒนาหนึ่งเรื่อง พร้อมเขียนสั้น ๆ ว่าตนเชี่ยวชาญอะไร สนใจอะไร เข้าถึงทรัพยากรใด และมีข้อจำกัดอะไร
นำ output/problem-gap-rq.md จาก Module 3 และตารางหลักฐานจาก Module 4 มาใช้ได้ โดยเลือกเฉพาะข้อความที่ตรวจย้อนกลับถึงต้นทางแล้ว
เริ่มที่โมดูล 5 ได้ทันทีด้วยข้อมูลตั้งต้นหนึ่งหน้าและงานใกล้เคียง 3–5 ชิ้น หากยังไม่มีงานจริง ให้ใช้กรณี “หิว–กิน–อิ่ม” ของบทเรียน ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจต้องระบุว่า ยังต้องตรวจ
ถ้ามีชื่อวารสาร การประชุม หรือกลุ่มผู้อ่านที่สนใจให้นำมาด้วย หากยังไม่ทราบ ให้ AI ถามคุณและช่วยค้นทางเลือกโดยใช้ข้อมูลในโปรไฟล์ของคุณเป็นเงื่อนไข ห้ามตั้งค่าแทนเอง
{{…}} ต้องเติมข้อมูลและความคิดของคุณก่อนคัดลอก ส่วนคำสั่งอื่นคัดลอกไปใช้ได้ทันที เมื่อได้ชิ้นงานที่ตรวจแล้วจึงบันทึกลง project workspaceLO
เมื่อมีหัวข้อหรือคำถามวิจัยเบื้องต้นแล้ว คุณจะสามารถนำความเชี่ยวชาญ ความสนใจ ทรัพยากร แนวคิด และหลักฐานจากงานเดิมมาประกอบเป็นการศึกษาที่:
โมดูลนี้ไม่แทนวิชาระเบียบวิธีวิจัย สถิติ วิธีวิจัยเฉพาะสาขา หรือการพิจารณาจริยธรรม คุณต้องเลือกการทดลอง การสังเกต การวิจัยเชิงคุณภาพ การจำลอง หรือวิธีผสมให้เหมาะกับคำถามวิจัย หากต้องการสรุปเชิงเหตุและผล แบบวิจัยต้องรองรับข้อสรุประดับนั้นจริง
เรียนด้วย AI
เริ่มทำงานกับ AI ได้ทันที ไม่ต้องอ่านแนวคิดทั้งหมดก่อน เมื่อถึงแต่ละขั้น AI ต้องอธิบายเฉพาะแนวคิดที่จำเป็น ให้คุณนำไปใช้ แล้วถามท้าทายก่อนเดินต่อ
ช่วยเป็นผู้ช่วยเรียน โมดูล 5 และพาฉันอ่านไป ทำไป และคิดไปตามเส้นทางทำงาน 7 ขั้น ห้ามสอนแนวคิดทั้งหมดล่วงหน้า
ในแต่ละขั้นให้ทำตามลำดับนี้:
1. อ่านข้อมูลของฉันใน profile/ ถ้ามี และใช้เฉพาะข้อมูลที่ฉันยืนยัน
2. บอกชิ้นงานย่อยที่ต้องได้จากขั้นนี้ แล้วอธิบายเฉพาะแนวคิดที่จำเป็นเป็นภาษาไทยไม่เกิน 3 ประโยค ใช้ตัวอย่าง “หิว → กิน → อิ่ม” เมื่อช่วยให้เห็นภาพ
3. ถามฉันเพียงหนึ่งคำถามให้นำแนวคิดไปใช้กับหัวข้อหรือโครงการของฉัน แล้วรอคำตอบ
4. สรุปสิ่งที่ฉันตอบ แยกข้อมูลที่ยืนยัน สมมติฐาน และสิ่งที่ยังต้องตรวจ
5. ถามคำถามท้าทายหนึ่งข้อ เช่น หลักฐานอยู่ที่ไหน ผลแบบใดจะหักล้างแนวคิด หรือมีทางอธิบายอื่นหรือไม่ แล้วรอคำตอบ
6. บันทึกเฉพาะสิ่งที่ฉันอนุมัติ แล้วให้ฉันเลือกว่าจะ “แก้คำตอบ” หรือ “ไปขั้นถัดไป” ห้ามเลือกแทนฉัน
เส้นทาง 7 ขั้นคือ: (1) เลือกกลุ่มผู้อ่านและสำรวจแหล่งเผยแพร่ (2) ประเมินความพร้อมโดยไม่ทำนายการตอบรับ (3) เชื่อมความเชี่ยวชาญ ความสนใจ หลักฐาน และทรัพยากร (4) สร้างสายปัญหา–วิธี–ผล–ข้อสรุป (5) ตรวจจุดขาดของงานตัวอย่าง (6) สร้างและเปรียบเทียบแนวคิด (7) ร่างแบบวิจัยที่มีเงื่อนไขหักล้างได้
ห้ามเขียนโจทย์ วิธีวิจัย novelty contribution หรือแหล่งเผยแพร่แทนฉัน ห้ามค้นหรือกำหนดค่าเริ่มต้นก่อนรู้สาขา หัวข้อ ระยะงาน กลุ่มผู้อ่าน ข้อจำกัด และข้อมูลที่ห้ามเปิดเผย หากข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ครบ ให้ถามทีละข้อก่อนเริ่ม
เริ่มจากตรวจของที่ฉันมี เลือกทาง A หรือ B แล้วถามคำถามแรกของขั้นที่ 1 เพียงข้อเดียวเนื้อหาด้านล่างเป็นแหล่งทบทวน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องอ่านและจำทั้งหมดก่อนเริ่มทำงาน
คำถามเปิดโมดูล: “ถ้างานนี้สำเร็จ เราอยากส่งที่ไหน และต้องการให้ใครอ่าน/ใช้ผล?” คำตอบยังเปลี่ยนได้ แต่ต้องใช้สร้างภาพรวมแหล่งเผยแพร่ ก่อนคัดแนวคิดและ ร่างแบบวิจัย
อย่าเริ่มจากคำถามว่า “AI ทำอะไรให้เราได้บ้าง” อย่างเดียว ให้หาจุดตัดขององค์ประกอบต่อไปนี้:
ความเชี่ยวชาญของเรา
× ความสนใจที่อยากทำต่อเนื่อง
× ปัญหา/ช่องว่างที่มีหลักฐาน
× แนวคิดหรือกลไกที่อธิบายได้
× ข้อมูล เครื่องมือ เวลา และการเข้าถึง
× สิ่งที่ thesis ต้องพิสูจน์หรือส่งมอบจุดตัดนี้เป็นเพียง แนวทางวิจัยเบื้องต้น ไม่ใช่หลักฐานว่าใหม่หรือมีคุณค่า ความเชี่ยวชาญช่วยให้ตัดสินได้ลึก ความสนใจช่วยให้ทำงานต่อเนื่อง วรรณกรรมช่วยป้องกันการตั้งปัญหาจากความรู้สึก และทรัพยากรช่วยให้การออกแบบไม่กลายเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้จริง
ใช้สายหลักต่อไปนี้สร้างและตรวจงาน:
Problem / undesirable state
-> Desired state
-> Objective / RQ / hypothesis
-> Proposed idea and mechanism
-> Study or experiment design
-> Evidence and measurement
-> Possible results
-> Supported conclusion
-> Useful contributionทุกลูกศรต้องอธิบายได้ว่า “เพราะอะไร” และ “มีหลักฐานอะไร” หากผลที่วัดไม่แสดงว่าปัญหาลดลง ต่อให้วิธีทำงานตามสเปกก็ยังสรุปไม่ได้ว่าแก้ปัญหาแล้ว
คำว่า กิน เป็นวิธี ส่วน อิ่ม เป็นผลที่ต้องตรวจ หากงานตั้งปัญหาว่า “หิว” แต่ทดลองเพียงระบบแนะนำร้านและวัดความแม่นยำในการแนะนำ งานอาจสร้างระบบได้สำเร็จโดยยังไม่รู้ว่าคนหายหิวหรือไม่
“ลองหาจุดขาดในงาน” หมายถึงโจมตี สายเหตุผลและหลักฐาน ไม่ใช่โจมตีผู้เขียน เริ่มจากพยายามทำให้งานไม่ผ่าน แล้วค่อยดูว่างานรอดจากข้อโต้แย้งใดบ้าง ตรวจอย่างน้อยจากมุมต่อไปนี้:
ตัวอย่าง thesis ที่อ้างว่า “แก้ปัญหาความหิว” แต่สำรวจเพียงเมนูที่นักศึกษาชอบ แล้วสรุปว่าเมนูยอดนิยมทำให้อิ่ม มี logic gap อย่างน้อยสามจุด: ความชอบไม่ใช่ความอิ่ม, ไม่มีการวัดก่อน–หลังหรือคู่เปรียบเทียบ และผลสำรวจยังไม่แสดงว่าปัญหาความหิวลดลง
novelty อาจอยู่ที่ problem framing, mechanism, method, measurement, dataset/evidence, การผสมแนวคิด หรือเงื่อนไขการใช้งานที่สำคัญ แต่ต้องตอบได้ว่า:
AI ช่วยเสนอ ความใหม่ที่อาจเป็นไปได้ และคำค้นย้อนกลับได้ แต่ห้ามยืนยัน novelty จนกว่าจะตรวจ literature จริง
แยกให้ออกระหว่าง:
ใช้ประโยคทดสอบว่า: “ผลนี้ทำให้ใคร สามารถตัดสินใจหรือทำอะไร ได้ดีขึ้นอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขใด” หากเติมไม่ได้ contribution ยังเป็นเพียงคำโฆษณาหรือรายการ output
ถามเรื่องแหล่งเผยแพร่ตั้งแต่เริ่มออกแบบ เพราะวารสาร การประชุม เวทีแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการ แหล่งเผยแพร่เชิงวิชาชีพ และคณะกรรมการวิทยานิพนธ์อาจคาดหวังกลุ่มผู้อ่าน คุณูปการ หลักฐาน และรูปแบบต่างกัน แต่ห้ามใช้ชื่อหรืออันดับแหล่งเผยแพร่แทนเหตุผลทางวิชาการ
ทำ venue-fit hypothesis เบื้องต้นโดยตอบว่า:
ผลต้องเป็น strong ความเหมาะสมเบื้องต้น, possible fit — evidence gap, weak fit หรือ insufficient information ไม่ใช้คำว่า “ตีพิมพ์ได้แน่นอน” AI ช่วยเปรียบเทียบได้หลังตรวจ official scope และบทความจริง แต่ไม่มีสิทธิ์รับรอง acceptance, ranking หรือ review outcome แทน editor/reviewer
วรรณกรรมควรทำหน้าที่อย่างน้อยสี่อย่าง:
เขียนแยก supported by literature, assumption, และ to be tested เสมอ การอ้างว่าหลักการหนึ่งเคยได้ผล ไม่เท่ากับพิสูจน์ว่า implementation ของเราจะได้ผลในประชากรและบริบทใหม่
ผลที่คาดเป็น hypothesis/forecast ที่มีเหตุผล ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว การออกแบบที่ดีต้องระบุทั้ง:
หากไม่มีผลใดทำให้แนวคิด “ผิด” ได้ งานนั้นกำลังปกป้องข้อสรุปมากกว่าทดสอบมัน
ผลพลอยได้ เช่น ความชอบ รสชาติ อารมณ์ ขยะอาหาร หรือเวลารอ อาจสำคัญต่อการนำไปใช้ แต่ไม่ควรแทนผลหลักเรื่องความอิ่ม และอาจเผย ข้อแลกเปลี่ยน ที่ทำให้แนวคิดหลักไม่คุ้มค่า
ทำทีละขั้น
เริ่มจากหน้าสนทนากับ AI แล้วทำทีละขั้น ไม่ต้องส่งคำสั่งทั้งหมดพร้อมกัน และอย่าขอให้ AI “ออกแบบงานวิจัยให้เสร็จ” ในครั้งเดียว เพราะคุณจะแยกได้ยากว่าส่วนใดมาจากหลักฐาน ส่วนใดเป็นข้อเสนอ และส่วนใดเป็นการตัดสินใจของคุณ
output/problem-gap-rq.md ตารางหลักฐาน และเอกสารต้นทางที่ใช้ได้ แล้วเลือก คำถามวิจัยเบื้องต้น ที่ต้องการพัฒนาต่อทั้งสองทางต้องมีไฟล์ต้นทางให้เปิดตรวจได้ และจะมาพบกันที่ output/module-5-intake.md ก่อนเริ่มขั้นที่ 1
✎ แก้ก่อนส่ง: เปลี่ยนข้อความใน {{…}} ให้เป็นข้อมูลของคุณ แล้วจึงคัดลอก Prompt ไปให้ AI
เราจะทำ โมดูล 5 แบบเรียนด้วยตนเอง เป้าหมายคือสร้าง research-argument-map ที่ตรวจย้อนกลับได้
ข้อมูลที่ฉันกำหนด:
- LEARNING_PATH: {{A มีผลงานจาก Module 3–4 หรือ B เริ่มที่โมดูล 5}}
- RESEARCH_TOPIC_OR_RQ: {{พิมพ์หัวข้อหรือคำถามวิจัยของคุณ}}
- TARGET_VENUE: {{วารสาร/การประชุมที่สนใจ หรือ ยังไม่ทราบ — ให้ถามฉันก่อนค้น}}
- INTENDED_AUDIENCE: {{พิมพ์กลุ่มผู้อ่านหรือผู้ใช้ผลที่ต้องการ}}
1. ถ้ามีเอกสาร ให้ AI แสดงรายชื่อเอกสารที่แนบและถามว่าแต่ละชิ้นใช้ทำอะไร โดยยังไม่แก้เอกสาร
2. ถามฉันว่าเลือกทาง A ซึ่งมีผลงานจาก Module 3–4 หรือทาง B ซึ่งเริ่มที่โมดูล 5
3. ถามทีละหนึ่งคำถามและรอคำตอบ ห้ามส่งแบบสอบถามยาวทั้งชุด
4. แยกทุกข้อความเป็น verified evidence, learner decision, assumption, ยังต้องตรวจ หรือ นอกขอบเขต
5. เมื่อฉันตอบ ให้สรุปสั้น ๆ ว่าเข้าใจอย่างไร ชี้สิ่งที่ยังขาด แล้วถามคำถามถัดไป
6. ห้ามแต่ง citation, metric, venue status, novelty, result, parameter หรือ approval
7. ห้ามเลือก RQ, contribution, venue หรือ design แทนฉัน ให้เสนอทางเลือกพร้อมข้อดี ข้อเสีย และหลักฐาน แล้วรอฉันตัดสินใจ
8. จบ intake เมื่อมี topic/problem, คำถามวิจัยเบื้องต้น, intended audience, available evidence, expertise/resources, constraints และ privacy/ethics flags
9. เขียนเฉพาะสิ่งที่ฉันยืนยันลง output/module-5-intake.md พร้อมชื่อไฟล์และตำแหน่งหลักฐาน
เริ่มจากรายงานไฟล์ที่พบและถามคำถามแรกเพียงข้อเดียวตรวจสรุปข้อมูลตั้งต้นที่ AI แสดงในหน้าสนทนา หากต้องการเก็บไว้จึงดาวน์โหลดเป็น module-5-intake.md แล้วพิจารณาว่า:
เมื่อผ่านแล้วจึงทำ 7 ขั้นต่อไป: AI ถาม → คุณตอบหรือเลือก → AI จัดโครง → คุณเปิดหลักฐานตรวจ → บันทึกการตัดสินใจ
เริ่มด้วยคำถามว่า “ถ้างานนี้สำเร็จ อยากส่งที่ไหน และต้องการสื่อสารกับใคร” จากนั้นสร้าง candidate set:
ambitious, realistic และ fallback โดยไม่ใช้คำว่า safe/guaranteedสำหรับ journal ให้เก็บ official scope/article types และ metric ปัจจุบันอย่างมี provenance:
not publicly verified แทนการเดาห้ามผสม Q จากคนละฐานหรือคนละ category โดยไม่ติดป้าย Scopus ระบุว่าการรายงาน CiteScore percentile/quartile ควรบอกปีและ subject category ส่วน JCR และ SJR เป็นคนละระบบ สำหรับวารสารไทย TCI Tier เป็นการจัดกลุ่มของ TCI ไม่ใช่ Q1–Q4 (Scopus CiteScore guidance, SCImago SJR, JCR glossary, TCI journal list)
สำหรับ conference ให้เก็บ organizer, scope, track, paper type, location/online mode, important dates, proceedings publisher/indexing, archival status และ acceptance rate เมื่อมีแหล่งตรวจได้ Conference ไม่มี Q/h-index ที่เทียบกับ journal โดยอัตโนมัติ; หาก proceedings series มี metric ให้ระบุ series, source, year และ coverage แต่ห้ามโอน metric นั้นให้ event โดยไม่อธิบาย
ต้องตรวจ edition/year และ official organizer ทุกครั้ง เพราะ deadline, proceedings และ indexing เปลี่ยนได้ ห้ามรับ conference ที่ AI เสนอจากชื่อเพียงอย่างเดียว และทำเครื่องหมาย event ที่ตรวจ legitimacy ไม่ได้เป็น not verified
คุยกับ AI ทีละรอบ
ใช้ output/module-5-intake.md เป็นจุดเริ่มต้น ถามฉันทีละหนึ่งคำถามเกี่ยวกับกลุ่มผู้อ่าน ชนิดผลงาน และ venue ที่คิดไว้ หากฉันยังไม่มี venue ให้ช่วยสร้าง search plan จากคำสำคัญและงานใกล้เคียง แต่ยังไม่เสนอรายชื่อจากความจำ เมื่อพบ candidate ให้ฉันเปิด official scope/author page แล้วส่งหลักฐานกลับมา จึงค่อยบันทึก target 1 แห่ง alternatives 3–5 แห่ง และ conference/meeting ที่เกี่ยวข้อง แยกข้อมูล verified ออกจาก not publicly verified ทุกค่า metric ต้องมี source, year และ category จบขั้นนี้ด้วยการให้ฉันตรวจและอนุมัติ ภาพรวมแหล่งเผยแพร่ ก่อนเขียนไฟล์หยุดตรวจ: สุ่มเปิดลิงก์ทางการอย่างน้อย 3 รายการ ตรวจชื่อ venue, scope และปีด้วยตนเอง หาก AI เสนอชื่อที่ไม่มีแหล่งทางการ ให้ลบหรือคงสถานะ not verified
ให้คะแนนเชิงหลักฐาน 5 แกน แกนละ 0 = mismatch/major gap, 1 = partial/fixable gap, 2 = strong fit/ready:
สรุปเป็น:
High — 8–10 และไม่มี critical gateMedium — 5–7 หรือมีช่องว่างที่แก้ได้ชัดเจนLow — 0–4 หรือมี out-of-scope, novelty duplication, major design/evidence gap, compliance blocker หรือ deadline/resource mismatchต้องรายงาน confidence in estimate: high/medium/low แยกต่างหาก หากไม่มี acceptance/selectivity data ที่ตรวจได้ ความมั่นใจของประมาณการต้องลดลง การจัดระดับนี้เป็น evidence-based readiness estimate ณ เวลาที่ประเมิน ไม่ใช่ probability ที่สอบเทียบแล้วหรือคำรับรองจาก editor/reviewer
Venue ช่วยกำหนด audience, evidence และรูปแบบการสื่อสาร แต่ห้ามย้อนบิด RQ, ลบผลที่ไม่เข้าทาง, ลดมาตรฐานจริยธรรม หรือเลือก metric เพื่อทำให้งานดูพร้อม หาก venue ไม่เข้ากับงาน ให้เปลี่ยน venue หรือแคบ claim อย่างโปร่งใส
ถามฉันทีละแกนจาก 5 แกน readiness ให้ฉันเลือกคะแนน 0/1/2 หลังเห็นหลักฐานและเหตุผลของแต่ละตัวเลือก หากข้อมูลไม่พอให้บันทึก unknown และลด confidence ห้ามแปลงคะแนนเป็นโอกาสตีพิมพ์หรือเปอร์เซ็นต์ เมื่อครบให้สรุป High/Medium/Low, critical gates, confidence, สิ่งที่ต้องแก้ และให้ฉันยืนยันว่าการประเมินนี้ไม่ใช่คำรับรองจาก editor/reviewerหยุดตรวจ: คุณต้องอธิบายได้ว่าคะแนนแต่ละแกนมาจากหลักฐานใด และเหตุใดระดับความพร้อมกับความมั่นใจจึงเป็นคนละค่า
กรอกตาราง ความเชี่ยวชาญ × ความสนใจ × แนวคิดเบื้องต้น × literature-backed gap × thesis output × กลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย/กลุ่มแหล่งเผยแพร่ × accessible resources แล้วเลือก 1–3 จุดตัดที่มีทั้งคุณค่าและทำได้จริง ระบุจุดใดเป็นความเห็นส่วนตัว จุดใดมีหลักฐาน และจุดใดยังต้องตรวจ
ถามฉันทีละคอลัมน์เพื่อสร้างตารางจุดตัดความเหมาะสม เริ่มจากความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่มีจริง จากนั้นจึงถามความสนใจ แนวคิดเบื้องต้น, literature-backed gap, thesis output และ audience/venue ห้ามเปลี่ยนความสนใจให้เป็น evidence เมื่อได้ 1–3 จุดตัด ให้เสนอข้อแลกเปลี่ยน และคำถามท้าทาย แต่รอฉันเลือกเอง บันทึกเหตุผลของตัวเลือกที่เก็บและตัดจากหัวข้อที่เลือก เขียน:
Problem -> Desired state -> Objective/RQ/Hypothesis
-> Idea/mechanism -> Design -> Measure -> Possible results
-> Supported claim -> Useful contributionทุก node ต้องใช้คำเรียก population, construct, intervention/exposure, comparator และ outcome อย่างสอดคล้องกัน
ให้ฉันเขียนแต่ละ node ของ สายเหตุผล เองทีละ node เริ่มจาก Problem แล้วถาม “หลักฐานอยู่ที่ไหน” ก่อนเดินต่อทุกครั้ง หลังฉันตอบ ให้ตรวจคำเรียก population, construct, intervention/exposure, comparator และ outcome ว่าคงที่หรือไม่ หากมีการกระโดดเหตุผลให้ถามกลับ ห้ามเติม node แทนฉัน เมื่อครบจึงจัดรูปเป็น output/alignment-chain-draft.md และให้ฉันอ่านย้อนจาก claim กลับไปหา evidenceหยุดตรวจ: อ่าน chain จากท้ายกลับต้น หาก claim หรือ contribution ย้อนกลับไปยัง measure/design/RQ/problem ไม่ได้ ให้กลับไปแก้ก่อนทำขั้นที่ 5
ทำ peer/adversarial review กับ thesis, proposal หรือ mock case โดยหาจุดไม่สอดคล้องอย่างน้อย 3 จุดจากคนละมุม ตรวจข้อความจากตำแหน่งจริงในเอกสาร และเขียน consequence ว่าจุดขาดนั้นทำให้ข้อสรุปใดใช้ไม่ได้ ห้ามใช้การเดาเจตนาหรือวิจารณ์ตัวบุคคล
ถามฉันก่อนว่าจะตรวจเอกสารใดและได้รับอนุญาตให้ใช้หรือไม่ จากนั้นให้ฉันเลือกจุดตรวจทีละมุม: problem–RQ, RQ–method, construct–measure, comparator, result–claim หรือ contribution ทุกประเด็นที่ตรวจพบ ต้องมีตำแหน่ง ข้อความ/หลักฐาน logic gap consequence และวิธีตรวจซ้ำ หากยังไม่มีตำแหน่งให้ถามฉันเปิดเอกสาร ห้ามสร้างประเด็นที่ตรวจพบ จาก summary หรือโจมตีผู้เขียน จบเมื่อฉันยืนยันประเด็นที่ตรวจพบ อย่างน้อย 3 ข้อจากคนละมุมสร้าง แนวคิดทางเลือก 2–3 แนวทาง แล้วเทียบกันด้วย:
เลือกแนวทางด้วยเหตุผล ไม่เลือกเพียงเพราะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่สุด
จาก ตารางจุดตัดความเหมาะสมและประเด็นที่ตรวจพบ ที่ฉันยืนยัน ช่วยถามเพื่อสร้าง แนวคิดทางเลือก 2–3 ทาง โดยทีละทางต้องตอบ problem, mechanism, supporting literature, nearest work, ความใหม่ที่อาจเป็นไปได้, contribution, venue fit, resources, ethics/risk และ falsification condition อย่าตั้งชื่อว่า novel จนกว่าจะเทียบหลักฐานแล้ว สร้างตาราง ข้อแลกเปลี่ยน แล้วให้ฉันเลือกหรือปฏิเสธเอง พร้อมบันทึกเหตุผลระบุอย่างน้อย:
สำหรับ qualitative/non-experimental work ให้แทน intervention/control ด้วย sampling logic, evidence source, comparison/negative case, saturation/adequacy และขอบเขต inference ที่เหมาะสม ห้ามใช้ศัพท์การทดลองเพื่ออ้าง causal claim เกิน design
ทำหน้าที่เป็น design interviewer ถามฉันทีละหนึ่งช่อง: unit of analysis, population/sample, intervention/exposure/phenomenon, comparator/negative case, primary outcome, operational definition, instrument, procedure, provenance, confounders/bias, ethics/privacy, analysis/decision rule, alternative result, permitted claim, scope และ limitation ทุกคำตอบต้องระบุ learner decision, evidence หรือ TBD พร้อม owner/source/date ห้ามเลือก sample size, statistical test, instrument หรือ ethics category แทนผู้เชี่ยวชาญ เมื่อครบให้สร้างร่างแบบวิจัย และรายการ expert review requiredหยุดตรวจ: ให้ AI เลือกหนึ่ง claim แล้วถามกลับว่า “ผลแบบใดทำให้กล่าว claim นี้ไม่ได้” หากตอบไม่ได้ design ยังไม่พร้อมใช้งาน
ให้เพื่อนหรือ AI รับบทผู้ประเมินจากหลายมุมและพยายามหักล้างแบบวิจัย จากนั้นคุณตัดสินเองว่าข้อโต้แย้งใด:
valid — must reviseplausible — needs evidenceนอกขอบเขต — justify explicitlyinvalid — rebut with evidenceแก้ design อย่างน้อยหนึ่งจุดจากข้อโจมตีที่ valid และบันทึกเหตุผลการเปลี่ยน
ท้าทายงานแบบถามตอบทีละประเด็น โดยสลับมุมมองเป็นผู้ประเมินด้านเนื้อหา วิธีวิจัย การวัด จริยธรรมและความเป็นส่วนตัว และความเหมาะสมกับแหล่งเผยแพร่ ทุกประเด็นต้องชี้ตำแหน่ง หลักฐานหรือเหตุผล ผลกระทบ และวิธีทดสอบ ให้ฉันจัดสถานะเองว่า ต้องแก้ / เป็นไปได้แต่ต้องหาหลักฐาน / อยู่นอกขอบเขตและต้องให้เหตุผล / ไม่ถูกต้องและต้องโต้แย้งด้วยหลักฐาน ห้ามแก้แบบวิจัยอัตโนมัติ หลังฉันเลือกประเด็นที่ต้องแก้ ให้ถามว่าจะปรับอะไรและตรวจอย่างไรว่าจุดเชื่อมดีขึ้น แล้วบันทึกก่อนและหลังแก้พร้อมเหตุผลตรวจเฉพาะไฟล์ผลลัพธ์ของ โมดูล 5 กับเกณฑ์ผ่านทีละข้อ สร้างตารางเกณฑ์ / หลักฐานจากไฟล์และตำแหน่ง / ผ่านหรือยัง / สิ่งที่ฉันต้องทำเอง ห้ามแก้หรือเติมเนื้อหา ห้ามเปลี่ยน ยังต้องตรวจ เป็น verified สรุปไม่เกินสามงานถัดไปตามลำดับความสำคัญ และถามฉันว่าจะจบแบบ เรียนเฉพาะโมดูลนี้ หรือส่ง candidate claim ไป Module 6สิ่งที่คุณต้องเตรียม: problem–gap–RQ map, verified literature evidence, research-fit note และ thesis/proposal ที่ได้รับอนุญาต หากไม่มีงานจริง ให้ใช้ mock case “หิว–กิน–อิ่ม” โดยตั้งใจตรวจจุดอ่อนเรื่องการใช้ความชอบแทนความอิ่ม เกณฑ์เปรียบเทียบ ที่ไม่ยุติธรรม novelty ที่ยังไม่ตรวจ และ contribution ที่เป็นเพียง output
Checkpoint
ติ๊กเมื่อคุณเปิดตรวจชิ้นงานและอธิบายหลักฐานของแต่ละข้อได้ ระบบจะจำสถานะไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ความสำเร็จ 0%
ทบทวน: ปรับ research-argument-map.md หลังตรวจ literature เพิ่ม โดยติดป้ายทุกข้อความเป็น verified, assumption, to be tested หรือ นอกขอบเขต และให้ผู้เชี่ยวชาญ/อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจความเหมาะสมของวิธีวิจัยเฉพาะสาขา
พัฒนาต่อ: เลือก candidate claim 1 ข้อจาก ร่างแบบวิจัย แล้วร่างสิ่งที่ต้องพิสูจน์ คู่เทียบ ตัวชี้วัด และผลที่ทำให้แนวคิดไม่ผ่าน เพื่อนำไป stress-test ต่อใน Module 6 หากจบที่ โมดูล 5 ให้ใช้ research-argument-map.md ที่ผ่าน red-team เป็นชิ้นงานปลายทาง